วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับเอาต์พุต

  เอาต์พุตที่เกิดขึ้นในระบบธุรกิจจะต้องได้รับการจัดการที่เหมาะสม โดยทั่วไปเอาต์พุตสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ เอาต์พุตที่ใช้ภายในธุรกิจ (Internal Output) และเอาต์พุตที่ใช้ภายนอกธุรกิจ (External Output)
          เอาต์พุตที่ใช้ภายในธุรกิจได้แก่ รายงานต่างๆ ที่ใช้ภายในแผนกหรือหน่วยงาน เช่น รายงานการขายประจำวัน รายงานสรุปผลการขายประจำเดือน หรือรายงานเวลาการทำงานของพนักงาน เป็นต้น ส่วนเอาต์พุตที่ใช้ภายนอก ได้แก่ เอาต์พุตที่จะต้องถูกส่งออกไปยังบุคคลภายนอกธุรกิจ เช่น ใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน แบบฟอร์มการเสียภาษีของสรรพากร เป็นต้น
          วิธีการดีไซน์เอาต์พุตที่ใช้ภายนอกอาจจะต้องแตกต่างกับเอาต์พุตที่ใช้ภายใน เช่น อาจจะต้องมีการอธิบายถึงความหมายของแต่ละช่องที่กรอกลงไปให้ละเอียดขึ้น การจัดรูปแบบอาจจะต้องกำหนดตามมาตรฐานสากลหรือตามที่กฎหมายบังคับไว้ เป็นต้น
          วิธีการดีไซน์เอาต์พุตมีส่วนสัมพันธ์กับรูปแบบของเอาต์พุตที่ออกมาอย่างมาก เช่น ประเทศไทย เอาต์พุตที่ใช้ภายนอกหรือที่ธุรกิจจะต้องให้กับหน่วยงานราชการ ทั้งหมดยังคงอยู่ในรูปแบบที่จะต้องพิมพ์ลงกระดาษทั้งสิ้น ดังนั้นรูปแบบของเอาต์พุตที่ใช้ย่อมต้องเลือกวิธีการพิมพ์ลงเครื่องพิมพ์ อย่างเดียว เป็นต้น ดังตารางต่อไปนี้ได้แสดงให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของการใช้รูปแบบต่างๆ เพื่อออกเอาต์พุต


 
ปิยะชัย แซ่อึ้ง 

การศึกษาความเหมาะสมในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธุรกิจ

เมื่อนักวิเคราะห์ระบบได้ทำการวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้ใช้ระบบอย่างถ่องแท้แล้ว นอกจากนี้ยังจะต้องทำการจัดสรรให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพในการบริหารข้อมูล จึงจำเป็นจะต้องใช้วิธีการอย่างมีระบบในการชี้นำเพื่อตัดสินใจ
                ในปัจจุบัน ราคาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์มีราคาถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก และซอฟต์แวร์มากมายหลากหลาย ก็ถูกนำออกมาจำหน่ายและเผยแพร่ในท้องตลาดจำนวนมาก จึงทำให้ทุกๆองค์กรมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากสำหรับยุคปัจจุบัน แต่การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ก็ควรมีขั้นตอนในการจัดซื้อ เพื่อให้นำมาใช้งานได้ตามต้องการไม่เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า

วิธีการและขั้นตอนในการพิจารณาจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์อย่างคุ้มค่า
นักวิเคราะห์ระบบต้องทำการพิจารณา คือ

1. สำรวจอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่มีอยู่
นักวิเคราะห์ระบบจะต้องทำการสำรวจอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้วในองค์กร และจำทำออกมาในรูปแบบของบัญชีทรัพย์สินที่แสดงรายระเอียดของเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ แต่ถ้าได้มีการทำบัญชีทรัพย์สินเอาไว้แล้ว ให้นำบัญชีนั้นมาแล้วทำการสุ่มตัวอย่างขึ้นมาทำการตรวจสอบว่า อุปกรณ์และซอฟต์แวร์นั้นๆมีคุณภาพหรือมีอุปกรณ์อยู่ครบตามบัญชีทรัพย์สินจริงหรือไม่

2. การประมาณปริมาณงานของระบบที่ใช้อยู่
เป็นการประมาณปริมาณ งานของระบบ (Estimating Workloads) ที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องรองรับได้ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของเครื่องที่สามารถจะรองรับงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และงานที่อาจจะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นต่อไปอีกในอนาคตได้ ซึ่งจะทำให้ลดความยุ่งยากในการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องใหม่และจะต้องทำการถ่ายข้อมูลจากระบบเก่าสู่ระบบใหม่ด้วย

3. พิจารณาและวิเคราะห์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
นักวิเคราะห์ระบบจะต้องเป็นผู้ที่ทำการประเมินในขั้นต้นก่อนที่จะถึงการประเมินของผู้บริหาร  ฉะนั้น  นักวิเคราะห์ระบบจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับข้อดีแล้วข้อเสียของคอมพิวเตอร์โดยคร่าวๆ  เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นความรู้ประกอบการพิจารณาด้วย  สิ่งที่ควรจะดูในทั่วไปแล้ว คือ ระยะเวลาที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล  การรับข้อมูลเข้า  และการออกผลลัพธ์ ความจุในการเก็บข้อมูล  ความสามารถในการขยายหน่วยความจำ และอัตราความเร็วของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) เป็นต้น  
 
4. ระดับต่างๆ ของคอมพิวเตอร์และใช้งาน
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว  เพราะความรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้เองเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่นักวิเคราะห์ระบบจะต้องทำการศึกษาถึงรุ่นและแบบต่างๆ  ของอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์  ทุกครั้งที่จะต้องมีการพิจารณาจัดสรรอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เองก็มีอยู่หลายระดับ  เช่น ไมโครคอมพิวเตอร์  มินิคอมพิวเตอร์  และเมนเฟรม  

5. พิจารณาและวิเคราะห์อุปกรณ์ซอฟต์แวร์
หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาซอฟต์แวร์ต่างๆกัน แบ่งออกเป็น 6 ข้อ คือ
1.        จะต้องเป็นซอฟต์แวร์ที่ตรงต่อความต้องการ (Requirements)
2.        ประสิทธิภาพในการทำงานของซอฟต์แวร์ (Performance)
3.        ง่ายต่อการใช้งาน (Easy to use)
4.        มีความยืดหยุ่นพอควร (Flexibility)
5.        คุณภาพของเอกสารและคู่มือการใช้ (Quality of Documentation)
6.        การรับรองและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตและผู้ขาย (Manufacturer Support)

6. ประมาณการต้นทุนและผลตอบแทน
สิ่งสุดท้ายที่จะทำการวิเคราะห์ คือ การคิดต้นทุนและผลตอบแทนที่จะได้รับจากระบบหากระบบต้องมีการใช้เงินในการลงทุนสูงมากเพื่อนำมาพัฒนา แต่ผลตอบแทนจากระบบกลับมีค่าที่ต่ำกว่า แสดงว่าหากมีการพัฒนาระบบขึ้นมาจริงๆ เงินที่ลงทุนไปกลับไม่คุ้มค่าต่อผลที่จะได้รับ จึงไม่คุ้มที่จะทำการลงทุนในงานนั้นๆ


ดังนั้น เมื่อได้พิจารณาตามขั้นตอนดังกล่าวเบื้องต้นให้ดีแล้ว นำผลที่ได้รับมาเปรียบเทียบหาความเหมาะสมที่สุด

รายละเอียดเพิ่มเติม   http://itd.htc.ac.th/st_it50/it5027/image/System/Bot.html
ณัฐฐิญา   ราญรอน

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การเขียน ER Model

     ขั้นตอนการเขียน ER model

      1 กำหนด Entity type โดยกำหนดมาจากความต้องการของผู้ใช้ระบบ ว่าจะให้มี Entity สำหรับเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

        เอนติตี้(Entity) อาจเรียกว่า file หรือ table
        .1 Strong entity คือเกิดขึ้นด้วยตนเองไม่ขึ้นกับ entity ใด เช่น นักศึกษา หรืออาจารย์ หรือสินค้า เป็นต้น

        2 Weak entity คือขึ้นโดยอาศัย entity อื่น เช่น เกรดเฉลี่ย ที่มาจากแฟ้มผลการเรียน หรือ แฟ้มลงทะเบียน หรือ แฟ้มสั่งซื้อ เป็นต้น
        :: สิ่งต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานฐานข้อมูลจะต้องยุ่งเกี่ยวด้วย เช่น คน แผนก ประเภท การสั่งซื้อ เป็นต้น
        Entities are the principal data object about which information is to be collected. Entities are usually recognizable concepts, either concrete or abstract, such as person, places, things, or events which have relevance to the database. Some specific examples of entities are EMPLOYEES, PROJECTS, INVOICES. An entity is analogous to a table in the relational model.

      2 กำหนดความสัมพันธ์ (Relationship type) ที่เกิดขึ้นระหว่าง entity ในลักษณะของกริยา
        ดีกรีของความสัมพันธ์(Degree of relation) มี 4 แบบ
        1 Unary relationship คือความสัมพันธ์ภายใน entity เดียวกัน เช่นแต่งงานของพนักงาน แต่ถ้ามีระดับแบบลูกน้อง หัวหน้าจะเรียก Recursive relationship(Unary)
        2 Binary relationship คือความสัมพันธ์แบบสอง entity
        3 Ternary relationship คือความสัมพันธ์แบบสาม entity
        4 Quaternary relationship คือความสัมพันธ์แบบสี่ entity

      3 กำหนดแอททริบิวท์ (Attribute) ของแต่ละเอนติตี้
         
        :: แอททริบิวท์(Attibute) อาจเรียก field หรือ column คือ สิ่งที่ใช้อธิบายคุณสมบัติของเอนติตี้ เช่นคุณสมบัติของคน ก็มี รหัส ชื่อ อายุ เพศ เป็นต้น
         
         
         
         


         
        คำต่าง ๆ ที่ควรทราบ
         
        - คีย์หลัก (Primary key) :: คีย์หลักประจำแฟ้ม
            คุณสมบัติของคีย์หลัก
          1. ข้อมูลของแอททริบิวท์มีความเป็นหนึ่งเดียว(Uniqueness) กล่าวคือทุก ๆ แถวของตารางจะต้องไม่มีข้อมูลของแอททริบิวท์ที่เป็นคีย์หลักซ้ำกันเลย
          2. ต้องประกอบด้วยจำนวนแอททริบิวท์ที่น้อยที่สุด(Minimality) ที่จะสามารถใช้เจาะจง หรืออ้างอิงถึงแถวใดแถวหนึ่งในรีเลชันได้
         
        - คีย์คู่แข่ง (Candidate key) :: คีย์ที่สามารถเป็น Primary key ได้ เช่น รหัสบัตรประชาชน หรือรหัสผู้เสียภาษี
         
        - คีย์สำรอง (Alternate key) :: คีย์ตัวอื่น ๆ ในตารางหลังจากเลือก primary key แล้ว
         
        - คีย์นอก (Foreign key) :: คีย์ตัวอื่น ๆ ในตารางหลังจากเลือก primary key แล้ว
         
        - คีย์ร่วม (Composite key) :: สามารถแยกออกไปได้อีก เช่น ที่อยู่
         
        - Composite attibute :: สามารถแยกออกไปได้อีก เช่น ที่อยู่
         
        - Atomic attibute :: ไม่สามารถแยกออกไปได้อีก เช่น นามสกุล
         
        - Multivalued attibute :: อาจมีหลายค่าได้ เช่น สีรถ
         
        - Derived attibute :: ไม่มีค่าแน่นอนของตน แต่ขึ้นกับค่าอื่น เช่นอายุ ขึ้นกับปี
        เกิด และปีปัจจุบัน
         
        - Entity type :: ชื่อของ entity เช่น course (courseno,coursename)
         
        - Entity instance :: ค่าภายในของ entity เช่น bcom101,Introduction to computer

      4 คาร์ดินัลลิตี้ และปาร์ติซิเปชั่นของความสัมพันธ์ (Cardinality and participation of relationship)
          1 คาร์ดินัลลิตี้ของความสัมพันธ์(Cardinality of Relationship)
            :: แต่ละเอนติตี้มีความสัมพันธ์ต่อกัน โดยมีคำกริยามาเชื่อมระหว่างแต่ละเอนติตี้
          1. One-to-one relationship ความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1
            เช่น คนขับกับรถ หรือครูใหญ่กับโรงเรียน เป็นต้น
          2. One-to-many relationship ความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อหลายข้อมูล
            เช่น ลูกค้ากับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือ อาจารย์ที่ปรึกษากับนักเรียน
          3. Many-to-many relationship ความสัมพันธ์แบบหลายข้อมูล ต่อหลายข้อมูล
            เช่น นักเรียนกับวิชาที่ลงทะเบียน หรือ คนงานกับโครงการสร้างบ้าน

          2 ปาร์ติซิเปชั่นของความสัมพันธ์ (Participation of relationship)
          :: ความสัมพันธ์ระหว่าง entity
           
          1. Total หรือ Mandatory participation (ต้องมี จะใช้เส้นคู่)
          2. Partial หรือ Optional participation (เลือกได้ จะใช้เส้นเดียว)
           
          อ่านแล้วยัง งงๆ  คงต้องใช้เวลา  :)
           
    Ref : http://www.thaiall.com/learn/sader.htm#01

    วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

    PHP คืออะไร


    หลายคนที่ทำเว็บไซต์ด้วย HTML หรือโปรแกรมช่วยสร้างเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Dreamweaver แล้วอาจสงสัยว่าเมื่อทำ form สำหรับ รับค่าเช่น ชื่อ ที่อยู่ เสร็จแล้วจะเก็บค่ายังไง หรือจะทำอย่างไรต่อ หรือเว็บบอร์ดทำงานอย่างไร CMS ทำงานอย่างไร ทำไมบางเว็บไซต์สามารถโต้ตอบกับ ผู้ใช้งานได้ คำตอบของทุกคำถามคือ PHP 

    PHP นั้นเป็นภาษาสำหรับใช้ในการเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ สามารถเขียนได้หลากหลายโปรแกรมเช่นเดียวกับภาษาทั่วไป อาจมีข้อสงสัยว่า ต่างจาก HTML อย่างไร คำตอบคือ HTML นั้นเป็นภาษาที่ใช้ในการจัดรูปแบบของเว็บไซต์ จัดตำแหน่งรูป จัดรูปแบบตัวอักษร หรือใส่สีสันให้กับ เว็บไซต์ของเรา แต่ PHP นั้นเป็นส่วนที่ใช้ในการคำนวน ประมวลผล เก็บค่า และทำตามคำสั่งต่างๆ อย่างเช่น รับค่าจากแบบ form ที่เราทำ รับค่าจากช่องคำตอบของเว็บบอร์ดและเก็บไว้เพื่อนำมาแสดงผลต่อไป แม้แต่กระทั่งใช้ในการเขียน CMS ยอดนิยมเช่น Drupal , Joomla พูดง่ายๆคือเว็บไซต์จะโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ต้องมีภาษา PHP ส่วน HTML หรือ Javascript ใช้เป็นเพียงแค่ตัวควบคุมการแสดงผลเท่านั้

    นอกจากภาษา PHP แล้วยังมีภาษาอื่นอีกหรือไม่
    คำตอบคือมี เช่น ASP , JSP แต่ที่นิยมมาก คือ PHP เพราะเป็นภาษาที่สามารถศึกษาได้ง่าย ทำงานได้มีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน รวมทั้งมีชุมชนคนใช้งาน และคู่มือที่ ดีมาก และสำคัญสุดคือฟรี การใช้งานภาษา PHP ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

    การจะเขียน PHP ต้องมีอะไรบ้าง
    อย่างที่บอกไปว่า PHP นั้นจำเป็นจะต้องมีการประมวลผลดังนั้นการใช้งานเราจะต้องมี Web Server เพื่อให้ตัว PHP สามารถทำงานได้ ต่างจาก HTML งั้นจะทำอย่างไรถ้าเราไม่ได้เช่า Web Server เอาไว้จะใช้งาน PHP ไม่ได้หรือ คำตอบคือได้ แต่เราจะต้องลงโปรแกรม ให้เครื่องที่เราใช้งานอยู่นั้นทำงานเหมือนกับ Web Server ซะก่อนซึ่งโปรแกรมนั้นชื่อว่า Apache ครับเป็นโปรแกรมฟรีเหมือนกัน นี่เป็นข้อดี ที่ทำให้ทุกคนรัก PHP ครับ หลังจากที่เราทำให้เครื่องของเรานั้นเหมือนกับ Web Server แล้วจะเก็บข้อมูลเว็บไซต์เช่น คำตอบของเว็บบอร์ด จะเก็บอย่างไร คำตอบคือต้องมีโปรแกรมฐานข้อมูลอีกตัวเข้ามาช่วย ซึ่งโปรแกรมที่แนะนำคือ MySQL ฟรีอีกเช่นกัน 

    ลองเข้าไปดู"ที่นี่"นะ มันเป็นบทความในการสอนทำเว็บไซต์




    อนาคตนักวิเคราะห์ระบบ


    อนาคตนักวิเคราะห์ระบบ

    นักวิเคราะห์ระบบ (system analyst) เป็นบุคลากรที่ต้องทำการวิเคราะห์ และออกแบบระบบสารสนเทศ เพื่อปรับปรุงและแก้ไขปัญหาของระบบเดิมที่ยังเป็นระบบที่ไม่มีคอมพิวเตอร์มาใช้ จนกระทั่งแม้มีระบบคอมพิวเตอร์ใช้อยู่ก็จำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ระบบ ซึ่งควรมีประสบการณ์ในเรื่องการเขียนโปรแกรม และจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องระบบต่างๆพร้อมทั้งสามารถเข้าใจและรับการถ่ายทอดข้อมูลต่างๆมาจากผู้ใช้ระบบได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ เพื่อจะได้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบได้อย่างถูกต้อง
    คุณสมบัติของนักวิเคราะห์ระบบ
    นักวิเคราะห์ระบบจะต้องสามารถทำงานร่วมกับคนได้ทุกประเภท จะต้องมีประสพการณ์ในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ สามารถอธิบายให้คนเหล่านั้นเข้าใจและเห็นความสำคัญในการใช้คอมพิวเตอร์ และบางครั้งจะต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน โดยจะมีหน้าที่ที่สำคัญคือ
    - นักวิเคราะห์ระบบจะเหมือนกับเป็นที่ปรึกษา
    ซึ่งโดยส่วนใหญ่นักวิเคราะห์ระบบจะมีหน้าที่นี้ โดยส่วนใหญ่ในการที่จะทำหน้าที่นี้ได้ควรจะต้องปฏิบัติงานในองค์กรนั้นเป็นหลักเพราะจะสามารถรู้ถึงลักษณะขององค์กรนั้นได้มากกว่า แต่ถ้าหากเป็นนักวิเคราะห์ระบบจากภายนอกจะต้องทำงานอย่างหนักที่จะหาวิธีที่จะวิเคราะห์และออกแบบให้เป็นไปตามองค์กรนั้น
    - นักวิเคราะห์ระบบจะเหมือนกับเป็นส่วนช่วยสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญต่างๆ
    ในการเป็นส่วนช่วยสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ซึ่งจะเป็นลักษณะเฉพาะงานซึ่งมักไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง และไม่ค่อยมีผลกระทบกับส่วนอื่นๆ
    - นักวิเคราะห์ระบบจะเหมือนกับเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลง
    ซึ่งจะต้องพยายามให้การเปลี่ยนแปลงนั้นมีผลกระทบในทางบวกมากที่สุด และจะต้องคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และจะต้องมีการสอนผู้ใช้สำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้น
    -นักวิเคราะห์ระบบจะต้องสร้างคุณภาพ
    การสร้างคุณภาพจะเป็นไปได้อย่างมากเมื่อนักวิเคราะห์ระบบจะต้องรู้จักเลือกใช้เครื่องมือที่มาช่วยในการวิเคราะห์ระบบได้เหมาะสมกับงาน มีเทคนิคที่ดี มีประสบการณ์สูง มีความเข้าใจในความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากผู้ใช้ได้ดี และสามารถสื่อสารกับโปรแกรมเมอร์ในการ code ได้ตรงกับระบบ
    ระดับความรู้
    บุคลากรที่จะดำรงตำแหน่งงานนี้ได้จะต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ และด้านการวิเคราะห์ระบบอย่างน้อยปริญญาตรีขึ้นไป และควรมีประสบการณ์ด้านการเขียนโปรแกรม
    นักวิเคราะห์ระบบในหน้าที่อื่น
    1. วิเคราะห์ระบบเท่านั้น โดยที่องค์กรที่รับผิดชอบนั้นต้องการเน้นแต่การรวบรวมข้อมูล และตัดสินใจถึงความต้องการของผู้ใช้เท่านั้น ตำแหน่งนี้คือ นักวิเคราะห์ระบบสารสนเทศ (Information analysts)
    2. วิเคราะห์และ ออกแบบระบบ โดยที่นักวิเคราะห์ระบบนั้นต้องรับผิดชอบในการทำระบบให้ สมบูรณ์รวมทั้งต้องรับผิดชอบในการออกแบบระบบใหม่ด้วย ตำแหน่งนี้คือ นักวิเคราะห์ออกแบบระบบ และนักพัฒนาซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Systems designers, applications developers)
    3. วิเคราะห์ ออกแบบระบบ และการเขียนโปรแกรม โดยนักวิเคราะห์ระบบนั้นต้องรับผิดชอบใน การวิเคราะห์ พัฒนาออกแบบเฉพาะงาน และเขียนโปรแกรมตามที่ออกแบบ ตำแหน่งนี้คือนักเขียนและวิเคราะห์โปรแกรม (Programmer analysts)


    วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

    การดีไซน์แฟ้มหรือฐานข้อมูล

              แฟ้มหรือฐานข้อมูลจะเป็นสิ่งที่เก็บข้อมูลเอาไว้สำหรับระบบ เพื่อที่ระบบงานจะสามารถนำเอาข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เมื่อต้องการ ดังนั้น ฐานข้อมูลจึงมีคุณสมบัติที่จะอำนวยให้ข้อมูลสามารถถูกเรียกใช้ร่วมกันได้จากระบบงานย่อยต่างๆ 

              แฟ้มหรือฐานข้อมูลสามารถบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้จากระบบงาน โดยอาจจะเป็นแบบออนไลน์หรือแบบออฟไลน์ก็ได้ ซึ่งหากว่าแฟ้มข้อมูลหรือฐานข้อมูลต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอยู่บ่อยครั้ง นักวิเคราะห์ระบบก็ควรจะใช้แบบออนไลน์ การจัดการแบบออฟไลน์จะเหมาะสมก็ต่อเมื่อแฟ้มหรือฐานข้อมูลนั้นนานๆครั้งจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

               นอกเหนือจากการจัดดีไซน์ทางด้านการประมวลผลของระบบงานว่าควรจะเป็นแบบออนไลน์หรือออฟไลน์แล้ว นักวิเคราะห์ระบบยังต้องดีไซน์ลักษณะของแฟ้มหรือฐานข้อมูลว่าจะต้องเป็นแบบใด โดยพื้นฐานของแฟ้มข้อมูลจะมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบคือ
      
    1. แฟ้มข้อมูลแบบอนุกรม (Sequential)
                   
               เป็นแฟ้มที่เก็บข้อมูลเรียงตามลำดับไปเรื่อยๆ การดึงข้อมูลของระบบงานจะทำได้โดยการอ่านข้อมูล ที่เก็บไว้ตั้งแต่ต้นแฟ้มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบลักษณะของแฟ้มข้อมูลแบบอนุกรม จึงมักจะเหมาะกับวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น เหมาะต่อการใช้เก็บข้อมูลจำนวนมากๆ เพื่อสำรองเอาไว้ (BackUp) เหมาะสำหรับใช้เก็บข้อมูลที่ได้เรียงลำดับไว้ดีแล้ว เพื่อออกรายงาน และแฟ้มข้อมูลแบบอนุกรมโดยส่วนใหญ่จะมีความเชื่อถือได้ (Reliability) สูงกว่าแฟ้มข้อมูลชนิดอื่น

                แฟ้มข้อมูลแบบอนุกรมจะมีข้อเสียบางประการเช่นกัน กล่าวคือ ระบบงานอาจจะต้องทำการเรียงลำดับข้อมูล (Pre-Sorting) ไว้ก่อนทุกครั้งก่อนที่จะนำเอาข้อมูลมาใช้ได้ หากระบบงานต้องการเรียกข้อมูลจุดใดจุดหนึ่งขึ้นมาใช้ ระบบงานจำเป็นจะต้องอ่านข้อมูลตั้งแต่ต้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบ ซึ่งจะทำให้เสียเวลามาก

    2. แฟ้มข้อมูลแบบแรนดอม (Random/Direct)
                หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม เป็นแฟ้มข้อมูลที่นิยมใช้เก็บข้อมูลในลักษณะ ที่ค่อนข้างยืดหยุ่น ข้อมูลที่เก็บไม่จำเป็นจะต้องเรียงลำดับมาก่อน และการดึงข้อมูลที่จุดใดจุดหนึ่งก็สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องอ่านตามลำดับตั้งต้นเหมือนแบบอนุกรม อย่างไรก็ดีการที่ระบบสามารถที่จะหาข้อมูลได้โดยตรงนั้น แฟ้มข้อมูลจะต้องมีการเก็บค่าดัชนี (Index) ไว้เสมอ เพื่อจะใช้เป็นตัวชี้ไปยังตำแหน่งข้อมูลได้ถูกต้อง การที่ต้องเก็บค่าดัชนีและวิธีการที่จะทำให้ระบบสามารถจะเข้าถึงงานข้อมูล ได้ทันทีนั้นทำให้ค่าใช้จ่ายของแฟ้มข้อมูลประเภทนี้จะสูงกว่าแฟ้มข้อมูลประเภทอนุกรม      
                นอกจากนี้ การดีไซน์ระบบงานที่ใช้แฟ้มข้อมูลแบบแรนดอม จะค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อนกว่าแฟ้มข้อมูลแบบอนุกรม

    3. แฟ้มข้อมูลไอแซม (ISAM)

                หรือ Index Sequential Access Mode เป็นการรวมเอาลักษณะของแฟ้มข้อมูลแบบอนุกรมและแรนดอมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งหมายความว่าระบบงานสามารถที่จะดึงข้อมูลจากแฟ้มไอแซมแบบอนุกรมก็ได้ หรือจะเรียกผ่านดัชนีแบบแรนดอมได้

                ระบบงานคอมพิวเตอร์ทุกระบบงานในปัจจุบันต้องการกระบวนการที่จะเข้าถึง (Access) ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น นักวิเคราะห์ระบบจึงจะต้องพยายามดีไซน์ฐานข้อมูล (Databases) ให้เกิดความสะดวกและลดความซ้ำซ้อนกันของข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความยุ่งยากในการบำรุงรักษาฐานข้อมูล การใช้ฐานข้อมูลได้ ระบบคอมพิวเตอร์จำเป็นที่จะต้องได้รับการดีไซน์ให้เหมาะสมกับทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ด้วย เช่น หน่วยความจำ (Memory) ก็ต้องมีให้เพียงพอ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็จะต้องมีระบบบริหารฐานข้อมูล (DBMS หรือ Data Base Management System) มาเป็นตัวกลาง เพื่อที่จะเชื่อมโยงระหว่างระบบงานคอมพิวเตอร์กับฐานข้อมูล


    ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ >> http://www.bcoms.net/system_analysis/lesson76.asp 

    ..ศิริพร ประวิสารัตน์..

    วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

    วิธีการสร้างDFD และข้อผิดพลาดของ DFD

    สวัสดีคะเพื่อนๆ วันนี้มีบทความสรุปวิธีการสร้างDFD และข้อผิดพลาดของ DFD มาให้อ่านกันคะ

    วิธีการสร้าง DFD
         ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนในการสร้าง DFD ที่มีระบบมากขึ้น
              1. กำหนดสิ่งที่อยู่ภายนอกระบบทั้งหมด และหาว่าข้อมูลอะไรบ้างที่เข้าสู่ระบบหรือออกจากระบบที่เราสนใจสู่ระบบที่อยู่ภายนอก ขั้นตอนนี้สำคัญมากทั้งนี้เพราะจะทำให้ทราบว่าขอบเขตของระบบนั้นมีอะไรบ้าง
              2. ใช้ข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 นำมาสร้าง DFD ต่างระดับ
              3. ขั้นตอนถัดมาอีก 4 ขั้นตอนโดยให้ทำทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง จนกระทั่งได้ DFD ระดับต่ำสุด
                   3.1 เขียน DFD ฉบับแรก กำหนดโพรเซสและข้อมูลที่ไหลออกจากโพรเซส
                   3.2 เขียน DFD อื่นๆ ที่เป็นไปได้จนกระทั่งได้ DFD ที่ถูกที่สุด ถ้ามีส่วนหนึ่งส่วนใด ที่รู้สึกว่าไม่ง่ายนักก็ให้พยายามเขียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ควรเสียเวลาเขียนจนกระทั่งได้ DFD ที่สมบรูณ์แบบ เลือก DFD ที่เห็นว่าดีที่สุดในสายตาของเรา
                   3.3 พยายามหาว่ามีข้อผิดพลาดอะไรหรือไม่ ซึ่งมีรายละเอียดในหัวข้อ "ข้อผิดพลาดใน DFD"
                   3.4 เขียนแผนภาพแต่ละภาพอย่างดี ซึ่ง DFD ฉบับนี้จะใช้ต่อไปในการออกแบบ และใช้ด้วยกันกับบุคคล อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในโครงการด้วย
              4. นำแผนภาพทั้งหมดที่เขียนแล้วมาเรียงลำดับ ทำสำเนา และพร้อมที่จะนำไปตรวจสอบข้อผิดพลาดจากผู้ร่วมทีมงาน ถ้ามีแผนภาพใดที่มีจุดอ่อนให้กลับไปเริ่มต้นที่ขั้นตอนที่ 3 อีกครั้งหนึ่ง
              5. นำ DFD ที่ได้ไปตรวจสอบข้อผิดพลาดกับผู้ใช้ระบบเพื่อหาว่ามีแผนภาพใดไม่ถูกต้องหรือไม่
              6. ผลิตแผนภาพฉบับสุดท้ายทั้งหมด

         จะเห็นว่าการเขียน DFD นั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอยู่เกือบตลอดเวลา การเขียน DFD ด้วยมืออาจจะไม่สะดวกนัก ดังนั้นการเขียนด้วยคอมพิวเตอร์จะง่ายในการแก้ไข ซึ่งมีโปรแกรมสำเร็จรูปหลายโปรแกรมใช้ในการเขียน DFD ที่ใช้กันมากอย่างแพร่หลาย ระหว่างเขียน DFD ต้องสร้างพจนานุกรมข้อมูล และเขียนรายละเอียดข้อมูลเฉพาะ ของโพรเซส ขั้นตอนการเขียนทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราหาข้อผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

         ข้อผิดพลาดใน DFD     การเขียน DFD อาจะเขียนได้หลายแบบ ผลลัพธ์ฉบับสุดท้ายอาจจะไม่เหมือนกันถ้าเขียนโดยนักวิเคราะห์ระบบคนละคน ถึงอย่างไรแนวทางการเขียน DFD ซึ่งจะช่วยให้ เราเขียน DFD ได้ถูกต้องมากขึ้นก็มีอยู่บ้าง ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
              1. ถ้า DFD ซับซ้อนมาก ทุกๆ นิ้วในกระดาษถูกใช้งานทั้งหมด แสดงว่า DFD นั้นควรจะแตกย่อยไปอีกระดับหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่ง
              2. ข้อมูลที่ออกจากโพรเซส หรือผลลัพธ์มีข้อมูลขาเข้าไม่เพียงพอ เราจะต้องพิจารณาแผนภาพต่อไปอีก แต่ที่สำคัญไม่ควรใส่ข้อมูลที่ไม่เคยใช้เข้ามาในโพรเซสเป็นอันขาด
              3. การตั้งชื่อโพรเซสนั้นไม่ง่ายนัก อาจจะมีปัญหา 2 อย่างคือ โพรเซสนั้นควรจะแยกออกเป็น 2 ส่วน หรือเรา ไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในโพรเซสนั้นๆ ในกรณีนี้เราต้องศึกษาระบบให้ละเอียดยิ่งขึ้น
              4. จำนวนระดับในแต่ละแผนภาพแตกต่างกันมาก เช่นโพรเซสที่ 1 มีลูก 2 ชั้น แต่โพรเซสที่ 2 มีลูก 10 ชั้นแสดงว่าการแบ่งจำนวนโพรเซสไม่ดีนัก จำนวนลูกของโพรเซสไม่จำเป็นต้องเท่ากัน แต่ไม่ควรจะแตกต่างกันมากนัก
              5. มีการแตกแยกย่อยข้อมูล รวมตัวของข้อมูล หรือมีการตัดสินใจในโพรเซส แสดงว่าโพรเซสนั้นไม่ถูกต้องการแยกข้อมูล หรือรวมตัวของข้อมูลเป็นหน้าที่ของพจนานุกรมข้อมูล การตัดสินใจเป็นรายละเอียดอยู่ใน คำอธิบายโพรเซส 

         การสร้าง DFD ที่ดีเป็นงานที่ยากที่สุดสำหรับนักวิเคราะห์ระบบมือใหม่ หรือแม้แต่ผู้ที่มีประสบการณ์มาแล้วก็ตาม DFD ที่ไม่ดีจะทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายของระบบออกมาไม่ดีเช่นเดียว กันทั้งนี้เนื่องจาก DFD เป็นรากฐานสำหรับการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม

    วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

    หลักการออกแบบข้อมูลนำเข้า


    ระบบงานคอมพิวเตอร์ทุกระบบงานในปัจจุบันต้องการกระบวนการที่จะเข้าถึง (Access ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว นักวิเคราะห์ระบบจึงต้องพยายามออกแบบแฟ้มข้อมูลและฐานข้อมูลให้เกิดความสะดวกและลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อลดความยุ่งยากในการบำรุงรักษาฐานข้อมูล การใช้ฐานข้อมูลจึงเริ่มมีบทบาทมากและค่อย ๆ มากแทนที่แฟ้มข้อมูลแบบมาตรฐาน การใช้ฐานข้อมูลจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ด้วย


    หลักการออกแบบข้อมูลนำเข้า
    นักวิเคราะห์ระบบจะเน้นหนักถึงความสำคัญของ Output มาก เนื่องจาก Output ของระบบงานถือว่าเป็นผลลัพธ์อันสำคัญในอันที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ระบบ แต่ที่สำคัญไม่แพ้ Output ก็คือ ข้อมูลนำเข้า Input เพราะถ้าหากข้อมูลที่นำเข้ามาไม่ดีแล้ว ก็จะเกิดความผิดพลาดจากข้อมูลนำเข้าได้ง่าย ส่งผลทำให้ Output ที่ออกมาจากระบบผิดพลาดตามไปด้วย


    หลักสำคัญที่ใช้ในการออกแบบฟอร์มสำหรับข้อมูลนำเข้า
    1. ควรมีลักษณะที่ง่ายต่อการกรอก ทำให้ลดข้อผิดพลาดในการกรอกข้อมูลลดเวลาในการกรอกข้อมูล และลำดับการกรอกข้อมูลต้องเป็นไปตามความเป็นจริง
    2. ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ ว่ามีประโยชน์ใดบ้าง จะต้องมีข้อมูลอะไรบ้างที่จะต้องถูกบันทึกลงไป เอกสารจะถูกกระจายไปยังหน่วยงานใดบ้าง และหน่วยงานที่ได้รับจะนำข้อมูลในส่วนใดไปทำงานอะไร
    3. การออกแบบต้องให้ตรวจสอบความถูกต้องได้ การออกแบบฟอร์มที่ดีต้องทำให้การเกิดข้อผิดพลาดลดลง จึงควรจะให้ความสำคัญในการทำให้ผู้ใช้แบบฟอร์มสามารถกรอกข้อมูลได้อย่างถูกต้องและสะดวกที่สุดเท่าที่จะทำได้
    4. มีลักษณะที่ดึงดูดต่อผู้ใช้ การออกแบบฟอร์มให้เป็นที่ดึงดูดใจต่อผู้ใช้ ถือว่าเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง และมีความสำคัญในตัวเอง ถ้าหากแบบฟอร์มมีจุดดึงดูดแล้ว จะช่วยให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลที่เราต้องการได้ดีขึ้น และผู้กรอกจะรู้สึกพอใจที่จะกรอกมากขึ้น


    นอกจาก 4 ข้อที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเน้นในการออกแบบฟอร์มของข้อมูลนำเข้า คือ ความเป็นระเบียบของข้อมูลที่ทำการกรอก ถ้าเป็นข้อมูลที่เป็นประเภทหรืออยู่ในกลุ่มเดียวกันจะจัดให้อยู่ร่วมกัน ช่องว่างสำหรับการกรอกข้อมูลต้องเพียงพอสำหรับการกรอก ตัวอักษรที่มีความแตกต่างกันเป็นการเน้นถึงจุดที่สำคัญ ๆ ของแบบฟอร์ม

    วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

    Google Analytics


    Google analyticsGoogle Analytics ตัวเก็บสถิติเกี่ยวกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ พฤติกรรมของคนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ รวมทั้งติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญการโฆษณา Adwords หรือโปรแกรมการโฆษณาอื่นๆ ด้วยข้อมูลนี้ จะทราบว่าคีย์เวิร์ดใดที่ได้ผล ข้อความโฆษณาใดมีประสิทธิภาพมากที่สุด และผู้เข้าชมเว็บไซต์ออกจากเว็บไซต์ที่จุดใด

    Google Analytics ใหม่ช่วยให้สามารถปรับปรุง ผลลัพธ์ออนไลน์ของคุณได้ง่ายขึ้น เขียน โฆษณาได้ดีขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งให้โปรแกรม การตลาด และสร้างการแปลงของเว็บไซต์ที่สูง ขึ้น Google Analytics สามารถใช้งานได้ฟรี โดยผู้โฆษณา ผู้เผยแพร่และเจ้าของเว็บไซต์ทุก ท่าน
    ความสามารถหลัก ของ Google Analytics
    Google analytics แบ่งความสามารถตามจุดประสงค์การใช้งานได้ดังต่อไปนี้คือ
    • สถิติเกี่ยวกับ Visitor รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์
    • สถิติเกี่ยวกับ Traffic รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางในการเข้าถึงเว็บไซต์
    • สถิติเกี่ยวกับ Content รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการเข้าชมเนื้อหาภายในหน้าเว็บไซต์
    • สถิติเกี่ยวกับ Goal วิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานเข้าถึงเป้าหมายภายในเว็บไซต์ได้อย่างไร

    การสมัครขอใช้ Google Analytics
    การสมัครขอใช้ Google Analytics ให้ไปที่ http://www.google.com/analytics/th-TH/
    รูปด้านล่าเป็นหน้าแรก ที่คุณเจอ หากคุณต้องการขอใช้ ให้คลิ๊กที่ ลงชื่อสมัครเข้าใช้วันนี้
    สมัครขอใช้ analytics

    ระบบ จะนำท่านมาหน้าเข้าใช้งาน ดังรูป หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิกของ google เลย ให้คลิ๊ก ที่หมายเลข 1?
    หากคุณมี username แล้วให้ login ได้เลย ที่หมายเลข 2
    เข้าระบบ

    จากนั้น ระบบจะให้ใส่ข้อมูลเว็บของคุณ ให้กรอกรายละเอียดให้ครบ แล้วคลิ๊ก ดำเนินการต่อ
    กรอกรายละเอียดของเว็บที่จะใช้ analytics
    จากนั้น ระบบจะให้ใส่ข้อมูลผู้ติดต่อ ให้กรอกรายละเอียดให้ครบ แล้วคลิ๊ก ดำเนินการต่อ
    ใส่ข้อมูลผู้ติดต่อ

    จากนั้นระบบจะให้เราตอบตกลงยอมรับเงื่อนไข ให้คลิ๊ก ใช่ แล้วดำเนินการต่อ

     ยอมรับเงื่อนไข analytics

    รับ code ที่จะนำไปใส่ในเว็บ ดังรูป


    จากนั้นคุณจะได้รับ code ที่จะนำไปใส่ในเว็บ ดังรูป

    code analytics
    การใส่ code ลงในเว็บ ไม่ว่าคุณจะใช้ cms ตัวไหนก็ตาม แมมโบ้ จูมล่า drupal wordpress หนือเขียน html เอง คุณต้องนำ code ที่ได้ไปใส่ไว้ ก่อนปิด
    • หากคุณใช้ cms แมมโบ้ จูมล่า ให้เปิด ไฟล์ index.php ของแทมเพลต ที่คุณใช้มา แล้วแทรก code ลงไป ก่อนปิด   จูมล่า plugin ที่เกี่ยวข้อง
    • หากคุณใช้ wordpress ให้เปิดไฟล์ footer.php ของแทมเพลต ที่คุณใช้มา แล้วแทรก code ลงไปก่อนปิด
    • หากคุณใช้ Drupal ให้เปิดไฟล์ page.tpl ของแทมเพลต ที่คุณใช้มา แล้วแทรก code ลงไปก่อนปิด

    ใส่ code google analytics

    เมื่อใส่ code แล้วคุณต้องรอระบบ? Google Analytics? ติดต่อกับเว็บเราก่อน อาจใช้เวลา 10 นาทีหรือนานกว่านั้น
    รอระบบ  Google Analytics  ติดต่อกับเว็บเรา?

    หน้ารายงาน

    หน้ารายงาน google analytics

    Mambo และ Joomla! CMS


    CMS คืออะไร?
     ความหมายของ Content Management System (CMS)
    ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์(Content Management System : CMS) คือ ระบบที่พัฒนาคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา(Development) และบริหาร(Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลไซต์โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์(Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์(เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์(เช่น MySQL)

    ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel(เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การจัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations),
    ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติมดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ

    Mambo และ Joomla!
    แมมโบ้และจูมล่า ต่างก็เป็น CMS ที่มีความคล้ายกัน ณ เวอร์ชั่นปัจจุบัน Mambo 4.5.x และ Joomla! 1.0x เหตุที่ทั้ง 2 ตัวเหมือนกันเพราะ ทีมทำ joomla เกิดความขัดแย้งกับผู้ก่อกำเนิดMambo จึงแยกตัวออกจากทีมและมาก่อตั้ง joomla ขึ้นมา แต่ทีมแมมโบ้เองก็ได้ทีมพัฒนาใหม่ซึ่งในนั้นรวมคนไทยเข้าไปด้วย และ CmS ทั้ง 2 ตัว มีภาษาไทยรองรับ และสามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
    ความง่าย

                Mambo และ Joomla! เป็น CMS ที่ง่ายต่อการใช้ และทำได้รวดเร็วกว่า Open Source CMS อื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถใช้ได้ทั้งกับเว็บไซต์ส่วนตัวขนาดเล็กจนถึงเว็บไซต์เพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งความง่ายที่เป็นจุดเด่นของ Mambo มีดังนี้
    การติดตั้งและการใช้งาน
                Mambo และ Joomla! มีขั้นตอนการติดตั้งที่ไม่ซับซ้อนเพียง 4 ขั้นตอน และมีคำอธิบายในหน้าจอการติดตั้งที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการใช้งานแบบ Web Interface ซึ่งมีเครื่องมือที่เพียงพอต่อความต้องการของเว็บไซต์ในหลายรูปแบบ

    การออกแบบ

                Mambo และ Joomla! ยืดหยุ่นต่อการออกแบบหน้าตาเว็บไซต์ โดยมีเครื่องมือในการเลือกรูปแบบTemplate สำหรับใช้ในเว็บไซต์ของคุณได้โดยวิธีง่ายๆ และประหยัดเวลาเพียงคลิ๊กเดียวก็สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ทันที  นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ Template ที่คุณสามารถหาดาวน์โหลดฟรีได้จากเว็บไซต์ Mambo ต่างๆ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับความต้องการได้ง่ายขึ้น

    การเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเนื้อหา

                การเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือตัวอักษร (Content) ก็สามารถทำได้โดยง่าย มีลักษณะการใช้งานเป็นแบบ WYSIWYG (what you see in what you get) เช่นเดียวกับ MS Word ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้าน HTML ทำให้การเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก

    ความปลอดภัยของระบบ
                Mambo และ Joomla! ได้ออกแบบระบบบริหารเว็บไซต์ให้สามารถกำหนดสิทธิของผู้ใช้งานในระดับต่างๆ กัน สำหรับการเพิ่มเติมหรือแก้ไขเนื้อหาในส่วนที่กำหนดไว้ทำให้เพิ่มระดับความปลอดภัยของการเข้าถึงข้อมูลจากทั้งบุคคลภายในและภายนอก

    ประสิทธิภาพและความสามารถของ Mambo และ Joomla!
                ประโยชน์หลักของ Mambo และ Joomla! คือการทำให้คุณสามารถจัดการกับเนื้อหาหรือข้อความ (Content) ได้โดยตรงผ่านหน้าเว็บ โดยผู้บริหารเว็บหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านโปรแกรม เช่นHTML ในการอัพเดทเว็บ เพราะ Mambo มี editor ออนไลน์ เช่น WYSIWYG editor ไว้เพื่อการจัดรูปแบบข้อความตัวอักษร (Text) และรูปภาพ ยิ่งกว่านั้นคุณไม่จำเป็นที่ต้องอัพโหลดเอกสารด้วยโปรแกรม FTP เพียงแค่คลิ๊กปุ่มapply หน้าเว็บของคุณก็จะออนไลน์เตรียมพร้อมรับผู้เข้าชมที่จะเข้ามาดูในเว็บของคุณได้ทันที

    เราสามารถใช้ Mambo และ Joomla! กับเว็บไซต์ได้หลากหลายประเภท เช่น

    -          เว็บท่า (Portals)
    -          เว็บไซต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Websites)
    -          เว็บไซต์ที่ใช้ในองค์กร (Intranet Websites)
    -          เว็บไซต์ที่ไม่แสวงหากำไร (Non-Profit Websites)
    -          เว็บไซต์ส่วนตัว (Personal Websites)
    -          เว็บไซต์ที่สร้างจาก Flash (Integrated Flash Sites)

    นอกจากนี้ Mambo และ Joomla! ยังสามารถใช้งานได้หลายอย่างเช่น

    -          อัพเดทเว็บไซต์ด้วยข่าว บทความและรูปภาพ
    -          ง่ายต่อการสร้างเนื้อหาของคุณด้วยเมนู เช่น ผลิตภัณฑ์ > ฮาร์ดแวร์ > เครื่องเล่นดีวีดี หรือผลิตภัณฑ์ >ฮาร์ดแวร์ > เครื่องเล่นซีดี
    -          อัพโหลด MS Word, MS Excel และ Acrobat PDF เพื่อให้ดูเอกสารได้
    -          จัดการ Banner เช่น โฆษณา
    -          สร้างโพล (แบบสำรวจ)
    -          จัดการเว็บลิงค์
    -          จัดการ FAQ
    -          จัดการข่าวที่อยู่ในรูป Flash
    -          จัดการกับ Mutti-media Flash, และไฟล์รูปภาพ .jpg , .pif, .bmp  และ .png
    -          จัดการกับการป้อนข้าวจากแหล่งข่าวที่มาจากเว็บไซต์ต่างๆ
    -          จัดการกับ Contact และอีเมลจากหน้าต่างๆ
    -          ให้ระดับการเข้าถึงข้อมูล (Access) กับผู้ใช้
    -          จัดการหน้า Archive
    -          จัดการ Components, Modules และ Templates ที่พัฒนาขึ้นมาเพิ่มเติม เช่น E-Commerce, Forums,รูปภาพ ปฏิทิน กำหนดการ และ Help Desk เป็นต้น


     ความต้องการระบบ โฮสที่รองรับจูมล่าและแมมโบ้
    -          ต้องมี php4 ขึ้นไป แนะนำที่ php5
    -          ต้องมี Mysql 3 ขึ้นไป แนะนำที่ MySQL5
    -          ต้องมี FTP ให้ใช้


    *ความปลอดภัย
    Mambo และ Joomla! ทั้ง สองตัวมีความปลอดภัยในการใช้งานในระดับดี และเว็บที่ใช้ CMS ทั้ง 2 ตัวมักถูกแฮกจาก Plugin เสริม ซึ่งบางทีเก่ามากและผู้ใช้ไม่ยอมอัพเดต การใช้งาน CMS Opensource ต้องขยันอัพเดตข่าวสารความปลอดภัย และคอมอัพเดตตามเวอร์ชั่นต่างๆ ของ CMS นั้นๆ



    เว็บบอร์ดสอบถามปัญหา http://www.mambo.or.th 

    นอกจากนั้น ยังมีบริษัทที่รับ Develop , Implement พัฒนาออกแบบแทมเพลต ของ แมมโบ้ และ จูมล่า เช่น บริษัท มาร์เวลิค เอ็นจิ้น จำกัด




      

    ที่มา :  หนังสือสร้างเว็บแบบมืออาชีพด้วย mambo
        OPEN SOURCE Content Management System (CMS)
              ผู้แต่ง อัครวุฒิ  ตำราเรียง MamboHub.com